ดาวโหลดเอกสาร สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น คู่มือพ่อแม่และครู  สำหรับการฝึกเด็กสมาธิสั้น 
เขียนโดย  ผศ.  นพ.  พนม  เกตุมาน (สาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล   มหาวิทยาลัยมหิดล)

 

ดาวโหลดเอกสาร คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เรื่องการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ของเด็กและวัยรุ่น

ดาวโหลดเอกสาร คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของเด็กและวัยรุ่น

 

4 เคล็ดลับพัฒนาสติปัญญาลูกให้โตสมวัย

ลูกจากวัยแรกเกิด จนเข้าสู่ปฐมวัย (6 ขวบแรก) นั้น ลูกของเราจะมีการพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจที่รวดเร็วมาก หากเราสามารถช่วยเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ถูกต้อง เหมาะสมตามวัยของเราได้ละก็ จะทำให้ลูกของเราเป็นเด็กที่มีความประพฤติดี มีความฉลาดทางด้านอารมณ์สูง

โดยพื้นฐานของเด็กตั้งแต่แรกเกิดนั้น ลูกของเราจะมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากลอง เพราะลูกยังไม่รู้จัก "กลัว" หรือ "ถูก ผิด" นั้นเอง เซลล์สมองของลูกในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 ขวบแรกนั้นจะมีการพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ลูกจะสามารถรับรู้และเก็บสิ่งที่ตัวเองได้รับมาเป็นประสบการณ์ที่ฝังลงไปในจิตใจ ยิ่งเขาได้รับประสบการณ์ที่ดีมากเท่าไร โตขึ้นลูกก็จะยิ่งเติบโตเป็นเด็กที่ดีมากเท่านั้น

เราสามารถช่วยเสริมการพัฒนาการต่างๆ ให้ลูกได้ 4 ทางดังนี้

1. ให้ลูกได้เห็นในสิ่งที่ดี

ลูกของเรา (แม้ว่าจะเพิ่งแรกเกิดก็ตาม) สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองเห็นได้ การมองเห็นนี้หมายรวมถึงการกระทำบางอย่างของพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูที่กระทำต่อตัวเองและกระทำต่อตัวลูกของเราด้วย โดยการกระทำต่างๆ ที่เด็กเห็นนั้น เด็กจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ แต่เด็กจะซึมซับในสิ่งที่เห็นทั้งหมดแล้วสุดท้ายจะกลายเป็นพฤติกรรมของลูกเอง เช่น เด็กที่เห็นพ่อแม่ชอบร้องเพลง อารมณ์ดี หรือเล่นดนตรี เมื่อลูกเติบโตขึ้น ลูกก็จะมีความรักในดนตรี มีจิตใจอ่อนโยน หรือกรณีที่พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูไม่ชอบกินผัก เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กก็มักจะไม่กินผักไปด้วย

2.ให้ลูกได้ยินในสิ่งที่ดี

คำพูดที่ดี น้ำเสียงที่อ่อนโยน เด็กทารกแรกเกิดสามารถรับรู้ได้ โดยเฉพาะเด็กในช่วงปฐมวัย (แรกเกิด - 6 ขวบ) เด็กจะตั้งใจฟังและมีความรู้สึกไวต่อเสียงต่างๆ หากใครที่เคยเลี้ยงลูกมาก่อน เมื่อลูกอายุประมาณ 3-4 เดือนจะพบว่าเวลาที่เราอุ้มลูกแล้วพูดคุยกับลูก ลูกจะทำปากขมุบขมิบ ดวงตาจะจ้องตรงมายังหน้าพ่อหรือแม่ที่อุ้มเขาอยู่ เขาจะตั้งใจฟังเสียงต่างๆ ที่เข้ามากระทบต่อตัวเขานั้น ดังนั้นเสียง คำพูดต่างๆ ที่ไม่ดี โดยเฉพาะคำสบถ คำด่า ซึ่งมักจะเป็นคำที่สั้นๆ (1 - 2 พยางค์) จะเป็นคำที่เด็กวัยปฐมวัยสามารถจดจำได้ง่าย ดังนั้นหากไม่อยากให้ลูกพูดจากก้าวร้าว พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูก็ต้องระวังอย่าใช้คำพูดที่ไม่ดีให้เด็กได้ฟัง อย่าคิดว่าลูกยังเล็กอยู่ยังฟังไม่รู้เรื่อง เพราะเด็กจะจดจำลักษณะการออกเสียงสั้นๆ เหล่านั้นและพูดออกมาโดยไม่รู้ความหมาย ซึ่งกว่าพ่อแม่จะรู้ว่าลูกของตัวเองติดพูดคำด่า คำก้าวร้าว ก็อาจจะแก้ไขได้ยาก

3. ให้ลูกเล่นและมีกิจกรรมดีๆ

เด็กในช่วงปฐมวัยจะห่วงเล่น ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็ก พ่อแม่ที่เข้าใจในพัฒนาการของลูกก็จะสามารถหากิจกรรม หรือการเล่นที่สอดคล้องกับแต่ละช่วงอายุของลูกได้ นอกจากนั้นการเล่นของเด็กนั้นจะเป็นการเรียนรู้ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้อย่างดี

4. ให้การอบรมสั่งสอนลูกตั้งแต่เล็ก

เด็กในช่วงปฐมวัยมีความอยากรู้อยากเห็นตลอด เด็กจะมีความกระตือรือล้นในการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ดังนั้นการอบรมสั่งสอนเป็นสิ่งจำเป็น โดยการสอนนั้นควรจะเป็นการสอนในลักษณะอธิบาย ไม่ใช่การสั่งหรือห้าม แม้ว่าเด็กในวัยนี้จะยังไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่อธิบายได้ทั้งหมด แต่การอธิบายให้ลูกฟังตั้งแต่เล็ก หรือปล่อยให้เขาได้ลองเองกับตัวเอง (กิจกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตราย) แล้วพ่อแม่คอยชี้แนะว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้อย่างรวดเร็วกว่าการสั่งสอนแบบใช้คำพูดอย่างเดียว เช่น การสอนลูกให้แปรงฟัน โดยใช้วัสดุแบบจำลองฟันปลอม ให้ลูกได้หัดถือแปรงสีฟันเอง พ่อแม่ชี้แนะว่าเหตุใดต้องแปรงฟัน เหตุใดต้องจับด้ามแปรงสีฟันแบบนี้ ขยับมืออย่างไร เป็นต้น

 

แหล่งที่มา  http://www.babytrick.com/childhood-period/4-tips-intellectual-development-in-children.html

 

 

files/handssndfeet.pdf

6 วิธีดูแลลูกๆ ให้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัย

          ถึงแม้ว่าการใช้โซเชียลมีเดียจะเป็นประโยชน์กับชีวิตเราในหลายๆ ด้าน แต่ก็อย่าลืมว่ามันเป็นเหมือนดาบสองคมที่อาจจะทำให้คนที่รู้ไม่เท่าทันตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่ายๆ ดังที่เรามักจะเห็นเรื่องราวในลักษณะนี้เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง และจากสถิติแล้ว เราพบว่า 80% ของเด็กวัยรุ่นจะมีการใช้โซเชียลมีเดียไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นแปลว่าพวกเขากำลังบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้กับคนอื่นๆ ได้รับรู้ มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต นี่คือเรื่องที่น่ากังวลแน่ๆ อยู่แล้วสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่

การทำให้เด็กๆ รู้จักกับโซเชียลมีเดียอย่างถูกต้องถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ของพ่อแม่ในยุคนี้ เราจึงมีบทความจาก Mashable เกี่ยวกับวิธีดูแลเด็กๆ ให้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างถูกวิธีและไม่เป็นอันตราย ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ได้จริง

 

1. คุณต้องรู้จักโซเชียลมีเดีย

 

 

 

Amy Morin นักจิตบำบัดและผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัว แนะนำว่าคนที่เป็นพ่อแม่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กบ้าง ซึ่งไม่ใช่รู้เฉพาะชื่อ แต่ต้องรู้ว่าโซเชียลมีเดียแต่ละแบบมันมีลักษณะอย่างไร และลูกๆ ของคุณใช้มันทำอะไรได้บ้าง เพราะโซเชียลมีเดียในแต่ละแพลทฟอร์มนำมาซึ่งความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

โดยทั่วไปแล้ว โซเชียลมีเดียที่นิยมใช้ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ถ้าเป็นในประเทศไทยก็จะมี Facebook, Twitter, Youtube, Instagram เป็นต้น ขอแถม Line ไปด้วยอีกอัน ถึงไม่ใช่โซเชียลมีเดีย แต่ก็เป็นแพลทฟอร์ม Instant messaging ที่ได้รับความนิยมสูง และมีความเสี่ยงในการใช้งานเช่นกัน

 

2. จำกัดอายุที่เหมาะสม

 

ถ้าตอนนี้คุณยังไม่อนุญาตให้ลูกๆ ใช้โซเชียลมีเดีย มันเป็นเรื่องดีที่คุณจะบอกให้พวกเขารู้ว่าจะเริ่มใช้โซเชียลมีเดียได้เมื่อไร

 

“เมื่อเด็กๆ รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ยอมให้ใช้ Facebook แน่ๆ พวกเขาก็จะเริ่มสร้างแอคเคาท์ลับๆ ขึ้นมาโดยไม่บอกให้คุณรู้” Mark Lowen ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาครอบครัว กล่าว

ดังนั้น พ่อแม่ต้องตัดสินใจว่าจะให้ลูกๆ เริ่มใช้โซเชียลมีเดียได้เมื่อไร โดยทั่วไปแล้วโซเชียลเน็ตเวิร์กส่วนมากจะกำหนดอายุผู้ใช้งานไว้ที่ 13 ปี หรือมากกว่านั้นตามพรบ.คุ้มครองเด็ก COPPA ที่ห้ามไม่ให้บริษัทเหล่านี้เก็บข้อมูลส่วนตัวของเด็กอายุต่ำกว่า 13ปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

 

3. เล่าให้ลูกๆ ของคุณฟังเกี่ยวกับอันตรายและผลกระทบจากการใช้โซเชียลมีเดีย

เด็กส่วนมากจะไม่ตระหนักถึงผลกระทบที่ตามมาจากการใช้โซเชียลมีเดีย พวกเขามีแนวโน้มที่จะประเมินมันต่ำเกินไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ทันยั้งคิดว่าอาจมีมิจฉาชีพที่คอยจับตาดูพวกเขาอยู่

“บ่อยครั้งที่พ่อแม่ลืมบอกกับลูกๆ ว่ารูปภาพ คอมเมนต์ และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในโซเชียลมีเดียจะสร้างผลกระทบต่ออนาคตของเด็กๆ ได้อย่างไรบ้าง” Morin กล่าว นอกจากนี้ เธอยังแนะนำว่าพ่อแม่ควรจะพูดคุยเรื่องนี้ด้วยการยกตัวอย่างในชีวิตจริงมาเล่าสู่กันฟังกับลูกๆ และบอกให้ลูกๆ รู้ว่าพวกเขาสามารถถามหรือขอความช่วยเหลือจากคุณในเรื่องนี้ได้

การนำเอากรณีศึกษาเหล่านี้มาพูดคุยกับเด็กๆ จะทำให้พวกเขาคิดทบทวนมากขึ้นก่อนที่จะโพสต์รูปภาพ ข้อความ หรือแชร์โลเคชั่นในโซเชียลมีเดีย

 

4. วางคอมพิวเตอร์ไว้ในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน

 

 

แทนที่จะวางคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอนของลูกๆ คุณควรจะเอามันมาวางไว้ในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่าลูกของคุณใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรบ้าง

Morin กล่าวว่าเด็กๆ มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมน้อยลงเมื่อรู้ว่าพ่อแม่สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟน พ่อแม่ก็อาจจะตั้งกฏว่าห้ามนำเข้าไปใช้ในห้องนอน เป็นต้น นอกจากจะป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสมแล้ว ยังช่วยไม่ให้เด็กๆ เล่นมือถือเพลินจนไม่หลับไม่นอนด้วย

 

5. ตั้งกฎการใช้โซเชียลมีเดีย

พ่อแม่ควรจะตั้งกฏหรือไกด์ไลน์ขึ้นมาเพื่อให้เด็กๆ ใช้โซเชียลมีเดียอย่างถูกวิธี เช่น กำหนดจำนวนชั่วโมงในการเล่นอินเทอร์เน็ตต่อวัน หรือคุณอาจจะกำหนดเวลาเพื่อให้คุณและลูกออนไลน์พร้อมๆ กันเพื่อสอนวิธีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างปลอดภัย

แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากฏเหล่านี้ไม่ควรจะเข้มงวดจนเกินไป จะต้องมีจุดที่เหมาะสมเพื่อให้เด็กๆ ไม่รู้สึกกดดันมากซะจนต้องแอบใช้โซเชียลมีเดียแบบไม่ให้พ่อแม่รู้

 

6. ตรวจสอบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของลูกๆ อยู่เสมอ

 

 

 

พ่อแม่ต้องคอยตรวจสอบ Privacy setting ในโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ของลูกอยู่เป็นประจำ เนื่องจากแอปพลิเคชั่นเหล่านี้มีการอัปเดตอยู่เสมอๆ ซึ่งอาจทำให้การตั้งค่าต่างๆ ไม่เหมือนเดิม

 

ยังไงก็ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ แต่ก็อย่าลืมว่าอย่าจำกัดจนทำให้รู้สึกอีดอัด เปิดโอกาสและเอาโอกาสนี้มาสอนในสิ่งที่ดีและไม่ดีนะคะ

 

 

ที่มา : thumbsup.in.th 

โดย เปรมภัสส์ ตระกูลโชคเสถียร